
บริษัทท่าอากาศยานเวียดนาม (Vietnam Airports Corporation: ACV) เสนอแผนการดำเนินงานสำหรับท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh และท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat ซึ่งจะเริ่มในปี 2569 โดยมี 2 แนวทางหลักในการแบ่งบทบาทของท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ดังนี้
แผนที่ 1 ท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh เป็นศูนย์กลางเที่ยวบินระหว่างประเทศ (Single-hub Model) โดยจะให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 19 ล้านคนต่อปี รวมถึงผู้โดยสารภายในประเทศที่ต่อเครื่องประมาณ 1.5 ล้านคน ในขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat จะให้บริการเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศ โดยคาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้เกือบ 30 ล้านคนต่อปี
แผนดังกล่าวจะส่งเสริมให้ท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศระหว่างประเทศในภาคใต้ (Single-hub) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านบุคลากรและอุปกรณ์ และลดความจำเป็นในการเดินทางระหว่างสนามบินเมื่อต้องต่อเที่ยวบิน ซึ่งอาจใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดของท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat โดยไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างเดิม อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะทางห่างจากใจกลางนครโฮจิมินห์ประมาณ 40 กิโลเมตร การเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับผู้โดยสารบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางด้วยเที่ยวบินระยะสั้น เนื่องจากอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการเดินทาง
แผนที่ 2 แบ่งเที่ยวบินตามระยะทาง โดยท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat จะยังคงให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดและเที่ยวบินระหว่างประเทศระยะสั้น (ระยะทางไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร) เช่น เที่ยวบินไปยังประเทศไทย ลาว และกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 3.8 ล้านคนต่อปี ในขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh จะให้บริการเที่ยวบินระยะไกลทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 15.3 ล้านคนต่อปี
ทั้งนี้ แผนการที่ 2 นี้จะอำนวยความสะดวกให้ชาวโฮจิมินห์เดินทางสู่จุดหมายปลายทางใกล้เคียงได้สะดวก และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat ที่มีอยู่เดิม อย่างไรก็ตาม การแยกเที่ยวบินระหว่างประเทศออกเป็น 2 สนามบิน อาจก่อให้เกิดความสับสน และเพิ่มต้นทุนด้านปฏิบัติการ ตลอดจนอาจลดขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh ในการดึงดูดสายการบินระหว่างประเทศ
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติเวียดนาม (Civil Aviation Authority of Vietnam) และสายการบินระหว่างประเทศหลายแห่ง ต่างให้การสนับสนุนแผนที่ 1 โดยระบุว่าแผนดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบมากขึ้น และส่งเสริมให้ท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh กลายเป็นประตูสู่ต่างประเทศหลักของเวียดนามตอนใต้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นาย Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้
1. เร่งรัดการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568
2. ดำเนินโครงการคมนาคมสนับสนุน ได้แก่ (1) โครงการก่อสร้างส่วนที่ 1 ของทางด่วน Bien Hoa – Vung Tau[1] และ (2) โครงการส่วนที่ 3 ของถนนวงแหวนหมายเลข 3 นครโฮจิมินห์[2] ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568
3. มอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดทำแผนการก่อสร้างเขตโลจิสติกส์และเขตประกอบการเสรี (Free Trade Zone: FTZ) โดยรายงานความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรีภายในเดือนสิงหาคม 2568
4. มอบหมายให้คณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ประสานงานกับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดด่งนาย เพื่อศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินที่เชื่อมต่อท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat และท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh และรายงานแผนต่อนายกรัฐมนตรีภายในเดือนสิงหาคม 2568
5. มอบหมายกระทรวงการก่อสร้างรวมกับ ACV เสนอแผนติดตั้งรันเวย์ที่ 3 พร้อมรายงานต่อนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม 2568
อนึ่ง โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh ระยะที่ 1 ใช้งบประมาณราว 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าทั้งโครงการฯ จะใช้งบประมาณในการลงทุนกว่า 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการคมนาคมทางอากาศและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะยาว
* * * * *
ที่มา: 1. สำนักข่าว VnExpress เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568
2. สำนักข่าว Bnews เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568
[1] โครงการทาง ด่วน Bien Hoa – Vung Tau ส่วนที่ 1 มีระยะทางราว 16 กิโลเมตรในพื้นที่จังหวัดด่งนาย
[2] โครงการถนนวงแหวนหมายเลข 3 ส่วนที่ 3 มีระยะทางกว่า 11 กิโลเมตรที่ตัดผ่านจังหวัดด่งนาย