
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 นครโฮจิมินห์ได้เริ่มเปิดใช้งานช่องทางเดินรถเฉพาะสำหรับจักรยานเป็นครั้งแรกบนถนน Mai Chi Tho ด้วยระยะทางยาวเกือบ 6 กิโลเมตร ความกว้าง 1.5-2 เมตร กำหนดความเร็วสูงสุด 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมระบบคมนาคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้จักรยาน และเชื่อมโยงการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ เช่น รถเมล์และรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งาน โครงการนำร่องข้างต้นยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะปัญหารถจักรยานยนต์รุกล้ำเข้าใช้ช่องทางเดินรถสำหรับจักรยานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของช่องทางเฉพาะลดลง และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแก่ผู้ใช้จักรยาน
สาเหตุหลักของปัญหาดังกล่าวเกิดจากลักษณะเฉพาะของการจราจรในเขตเมืองของนครโฮจิมินห์ ซึ่งรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักของประชาชน ถนนหลายช่วงมีความแคบ ทางเท้ามักถูกยึดครอง ขณะที่ช่องทางสำหรับจักรยานยังไม่ได้ถูกแยกออกจากช่องทางการจราจรทั่วไปอย่างชัดเจน ในบางช่วงที่เป็นสะพาน จุดตัด หรือในช่วงเวลาเร่งด่วน ช่องทางจักรยานจำเป็นต้องใช้ถนนร่วมกับยานยนต์อื่น ๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ทางและเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า การทดลองจัดทำช่องทางเฉพาะสำหรับจักรยานในนครโฮจิมินห์ยังขาดความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งมีจำนวนรถจักรยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80-85 ของการเดินทางในแต่ละวัน การจัดสรรพื้นที่ถนนบางส่วนสำหรับจักรยานนั้นอาจทำให้พื้นที่ของยานพาหนะหลักลดลง และเพิ่มปัญหาการจราจรติดขัดมากขึ้น หลายฝ่ายจึงเสนอให้คืนพื้นที่บนทางเท้าเพื่อให้คนเดินเท้าและจักรยานใช้ร่วมกัน แทนการลดพื้นที่ถนนสำหรับยานยนต์อื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายเห็นว่าควรพิจารณาช่องทางจักรยานในมุมมองระยะยาว โดยถือเป็นก้าวแรกของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการเดินทาง การรักษาสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ โดยการที่รถจักรยานยนต์รุกล้ำช่องทางของจักรยานในช่วงเริ่มต้นนั้นอาจถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากเป็นการทดลองรูปแบบใหม่และเส้นทางยังขาดความต่อเนื่อง แต่หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาอย่างครบถ้วนแล้ว ประสิทธิภาพของโครงการอาจเห็นผลชัดเจนมากขึ้น
ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า จะติดตามสถานการณ์และปรับปรุงโครงการนำร่องข้างต้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มป้ายจราจร กล้องตรวจจับ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการรุกล้ำช่องทางจักรยาน โดยในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้ดำเนินการลงโทษผู้ฝ่าฝืนแล้วมากกว่า 100 ราย และอยู่ระหว่างการประเมินภาพรวมเพื่อปรับแผนจัดการจราจรให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริง เพื่อให้ช่องทางจักรยานสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว vnexpress เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569
https://vnexpress.net/xe-dap-lep-ve-tren-lan-uu-tien-o-tp-hcm-5003473.html