
นครโฮจิมินห์ได้อนุมัติโครงการพัฒนานครฯ สู่การเป็นศูนย์กลางบริการขนาดใหญ่ของประเทศและของภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการระดับสูง ทันสมัย และมีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อเสริมสร้างบทบาทของนครฯ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจบริการในระยะยาว ภายใต้โครงการดังกล่าว นครโฮจิมินห์จะพัฒนารูปแบบการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมบริการ โดยมีศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center: IFC) เป็นแกนหลัก ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์บริการเชิงยุทธศาสตร์อีก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การเดินเรือและโลจิสติกส์ (2) สารสนเทศ การสื่อสาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (3) การท่องเที่ยว (4) การแพทย์ และ (5) การศึกษา
แผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2588 ได้แก่
1. ระยะปี 2568-2573 (ค.ศ. 2025-2030) มุ่งเสริมสร้างฐานราก แก้ไขอุปสรรค และปรับปรุงกลไกและนโยบาย พร้อมทั้งระดมทรัพยากรเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางบริการของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. ระยะปี 2573-2578 (ค.ศ. 2030-2035) พัฒนาระบบนิเวศด้านบริการให้สมบูรณ์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความโดดเด่นในระดับทวีปเอเชีย
3. ระยะปี 2578-2583 (ค.ศ. 2035-2040) ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางบริการชั้นนำของภูมิภาค ใกล้มาตรฐานสากล โดยในช่วงปี 2573-2583 (ค.ศ. 2030-2040) ภาคบริการของนครโฮจิมินห์ตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11-13 ต่อปี และมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 70-75 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมท้องถิ่น (GRDP) ภายในปี 2583
4. ระยะปี 2583-2588 (ค.ศ. 2040-2045) มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางบริการระดับโลก เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ดี นครโฮจิมินห์ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมบริการมูลค่าสูงที่ยังล่าช้า และความไม่สมดุลของการพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ภายหลังการควบรวมเขตการปกครอง
เพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าว นครฯ ได้กำหนด 7 กลุ่มมาตรการสำคัญ ได้แก่
1. การปรับปรุงกลไกและนโยบาย โดยจะปรับปรุงและออกนโยบายเฉพาะเพื่อส่งเสริมการลงทุน ลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ อำนวยความสะดวกด้านภาษีและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและสามารถแข่งขันได้
2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะแก้ไขปัญหาคอขวดด้านการคมนาคม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจรและหลากหลายรูปแบบ เช่น ท่าเรือ ท่าอากาศยาน รถไฟฟ้า และศูนย์โลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development: TOD)
3. การยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยจะยกระดับคุณภาพแรงงานให้ได้มาตรฐานสากล ส่งเสริมการดึงดูด พัฒนา และรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ โดยเฉพาะในสาขาการเงิน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ การศึกษา และสาธารณสุข
4. การระดมแหล่งเงินลงทุนที่หลากหลาย ทั้งงบประมาณภาครัฐ เงินลงทุนต่างประเทศ (FDI) การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public – Private partnership: PPP) และเงินทุนภาคเอกชน พร้อมจัดสรรเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในโครงการบริการสำคัญ
5. การเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรม ภูมิภาค และระดับนานาชาติ โดยจะส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมบริการหลัก เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าใหม่
6. การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ทางการค้า โดยจะเร่งกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนและการสร้างภาพลักษณ์บริการในระดับนานาชาติ ผ่านงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และเวทีเจรจาระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ
7. การผลักดันนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยจะสนับสนุนการวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมสตาร์ทอัพและบริการใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Fintech, Healthtech และ Edtech เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการนครโฮจิมินห์
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า โครงการดังกล่าวไม่เพียงเป็นแผนงานพัฒนาภาคบริการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเติบโตของนครโฮจิมินห์อย่างรอบด้าน ภายหลังการควบรวมพื้นที่ จากรูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาการขยายพื้นที่และจำนวนประชากร ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบริการคุณภาพสูง ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวของนครโฮจิมินห์
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Tuoi Tre เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569