
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นครโฮจิมินห์ได้จัดแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ-สังคมประจำเดือน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมคือแผนการเปลี่ยนรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้จัดส่งสินค้าและผู้ให้บริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จำนวน 400,000 ราย[1] ภายในเมือง และข้อเสนอแนวทางการจัดการแบตเตอร์รี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งาน โดยนครโฮจิมินห์ตั้งเป้าที่จะจัดตั้งศูนย์รีไซเคิลแบตเตอร์รี่ยานยนต์ไฟฟ้า กำลังผลิตราว 3,000 ตันต่อปีเพื่อรองรับปริมาณแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านพลังงานสะอาดในอนาคต
นาย Le Thanh Hai ผู้อำนวยการศูนย์ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ สถาบันการศึกษาด้านการพัฒนานครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Institute for Development Studies: HIDS) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน เวียดนามมีโรงงานผลิตแบตเตอร์รี่ยานยนต์ไฟฟ้าเพียง 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดห่าติ๋ญ มูลค่าการลงทุนรวม 6 ล้านล้านด่ง (240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทในประเทศกับบริษัท Li-Cycle (แคนาดา) ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการรีไซเคิลแบตเตอร์รี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยบริษัท Li-Cycle จะร่วมพัฒนาแนวทางจัดการแบตเตอร์รี่หมดอายุ รวมทั้งร่วมวิจัยและลงทุนในการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ HIDS ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แบตเตอร์รี่ยานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนประกอบของโลหะหายากหลายชนิด อาทิ ลิเทียม โคบอลต์ และแมงกานีส ที่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ถึงร้อยละ 90-95 โดยสามารถนำแบตเตอร์รี่ที่หมดอายุไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่ชนบทได้อีกด้วย
ทั้งนี้ หากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไม่รับผิดชอบต่อกระบวนการกำจัดแบตเตอร์รี่ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงต่อแบตเตอร์รี่ที่จำหน่ายแต่ละก้อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีระบบจัดการและโรงงานรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Vietnamnet Global เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568
[1] คาดว่าจะดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะที่ 1 (ธันวาคม 2568) เปลี่ยนเป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้าร้อยละ 30 (120,000 คัน) (2) ระยะที่ 2 (ธันวาคม 2569) เพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 50 (200,000 คัน) (3) ระยะที่ 3 (ธันวาคม 2570) เพิ่มเป็นร้อยละ 80 (320,000 คัน) และ (4) ระยะที่ 4 (ธันวาคม 2572) เปลี่ยนเป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด (400,000 คัน)