
จังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามกำลังเร่งแก้ไขอุปสรรคในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลม หลังจากภูมิภาคดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายยกระดับบทบาทเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวของประเทศและของภูมิภาค
จังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามต่างให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ตัวอย่างเช่น จังหวัดก่าเมา ปัจจุบัน มีโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 14 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 694 เมกะวัตต์ และคาดว่าในปี 2569 จะมีโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 แห่ง กำลังการผลิตรวม 417 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนาถึงปี 2573 ขณะที่จังหวัดหวิญล็องก็ตั้งเป้ากำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 4,000 เมกะวัตต์ โดยจังหวัดยังมีศักยภาพพลังงานลมบนบกและชายฝั่งราว 3,900 เมกะวัตต์ และพลังงานลมนอกชายฝั่งอีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573[1] ซึ่งต่างสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง อย่างไรก็ดี การดำเนินโครงการจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ส่งผลให้หลายโครงการล่าช้ากว่ากำหนด หลายจังหวัดจึงต้องเร่งคลี่คลายข้อจำกัดทั้งด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานให้ทันท่วงที
ปัจจุบัน โครงการต่าง ๆ ยังคงประสบปัญหาหลัก ได้แก่
1. ปัญหาการเวนคืนและการชดเชยที่ดิน ซึ่งประชาชนบางส่วนเรียกร้องค่าชดเชยในอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด
2. อุปสรรคด้านการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันที่ยังขาดความพร้อมและกรอบของข้อตกลงที่ชัดเจน
3. ระบบสายส่งไฟฟ้ารองรับไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในจังหวัดหวิญล็อง ส่งผลให้เกิดภาวะคอขวดและไม่สามารถใช้กำลังการผลิตได้เต็มศักยภาพ
4. ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นสูง จากการติดตั้งเสาวัดลมและการเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลานานก่อนทราบผลการประมูลและคัดเลือกโครงการ
5. ความไม่ชัดเจนของกลไกราคาไฟฟ้าและขั้นตอนการดำเนินงาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโครงการและทำให้การตัดสินใจลงทุนชะลอตัว
เพื่อรับมือกับข้อจำกัดดังกล่าว จังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคได้ดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ
1. การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่ในอำนาจของท้องถิ่น โดยเฉพาะด้านที่ดินและขั้นตอนโครงการ
2. การสนับสนุนและทำงานร่วมกับนักลงทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักด้านการประสานงานและตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกัน
3. การเสนอให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าเร่งพัฒนาโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าหลักในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
4. การขยายกลไกการเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้า
5. การปรับปรุงกระบวนการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้มีความชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น
6. การเร่งออกแนวทางการเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้เป็นพื้นที่พลังงานเพื่อรองรับโครงการไฟฟ้าพลังงานลม
7. การให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาสถานีไฟฟ้าและระบบสายส่งแรงดัน 220-500 กิโลโวลต์ในพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมสูง ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และเร่งรัดกระบวนการพิจารณาแบบทางเทคนิค รวมถึงการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการที่มีความพร้อม
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า แม้ภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะมีศักยภาพด้านพลังงานลมสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ความสำเร็จของการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของกลไกนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของภาครัฐในการวางแผนระบบสายส่ง การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งหลายอย่างอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของจังหวัด โดยหากสามารถคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ ภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่สำคัญของประเทศและภูมิภาคได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยด้านพลังงานที่ดำเนินธุรกิจหรือมีแผนลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบาย มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยง วางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และใช้ประโยชน์จากโอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Sai Gon Giai Phong เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569
https://www.sggp.org.vn/go-kho-cho-nang-luong-tai-tao-o-dbscl-post835019.html
[1] ข้อมูลจากการสำรวจของสถาบันพลังงาน (กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม)