
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 จังหวัดหวิญล็องจัดพิธีเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะมูลฝอย (Waste-to-Energy Plant) ณ แขวง Phu Tan โดยนับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบแบบดั้งเดิมสู่ระบบจัดการขยะสมัยใหม่ที่สามารถแปรรูปของเสียให้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการฯ ดำเนินการโดยกลุ่มบริษัท Amaccao Group ของเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุน 1.919 ล้านล้านด่ง (72.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โรงไฟฟ้าจะก่อสร้างบนพื้นที่ 4.2 เฮกตาร์ และมีศักยภาพในการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนได้ถึง 650 ตันต่อวัน พร้อมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 13 เมกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ
โรงไฟฟ้าจะใช้เทคโนโลยี Martin จากประเทศเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีแปรรูปขยะเป็นพลังงานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก โดยระบบได้รับการออกแบบให้ควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของยุโรป ขณะที่น้ำเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตจะได้รับการบำบัดและนำกลับมาใช้ภายในโรงงาน โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก
นาย Nguyen Ha รองผู้อำนวยการใหญ่ของ Amaccao Group เปิดเผยว่า บริษัทฯ จะนำการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digitalization) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและควบคุมการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้ยังได้รับการออกแบบให้เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิค และจะได้รับการพัฒนาให้เป็น “ภูมิสัญลักษณ์สีเขียว” (Green Landmark) ที่มีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยสามารถใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน และส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชน
โครงการผลิตพลังงานจากขยะที่จังหวัดหวิญล็องถือเป็น 1 ใน 2 โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่ Amaccao Group กำลังดำเนินการควบคู่กัน ทั้ง 2 โครงการจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมการจัดการขยะของเวียดนามที่ใช้ประโยชน์จากของเสียเพื่อผลิตพลังงาน ลดการพึ่งพาพื้นที่ฝังกลบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่จังหวัดหวิญล็องสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาของเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายการเติบโตสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำระบบดิจิทัลและ AI มาใช้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว นอกจากนี้ โครงการฯ ยังสอดคล้องกับแนวนโยบายของเวียดนามในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศ โดยอาจพัฒนาเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นของประเทศ รวมถึงการเพิ่มโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียวในอนาคต
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Tuoi Tre เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569