
การลงทุนของไทยในจังหวัดบ่าเสียะ-หวุงเต่า บริษัท Long Son Petrochemicals (LSP) ในเครือ SCG Group (ประเทศไทย) ผู้ลงทุนโครงการ Long Son Petrochemical Complex[1] ได้ประกาศแผนเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 เพิ่มการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการ LSP อย่างเป็นทางการ หลังจากระงับโครงการไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567
นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ LSP เปิดเผยสาเหตุของการระงับการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการปิโตรเคมี Long Son เมื่อปลายปีที่แล้ว เนื่องจาก (1) ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกมีความผันผวนตามราคาน้ำมันดิบเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกับ มีการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้มีการแข่งขันกันด้านราคาที่รุนแรง และอัตรากำไรที่ลดลง และ (2) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภาพรวม
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ บริษัท LSP จึงมีแผนจะลงทุนเพิ่มอีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อสร้างถังเก็บเอทานอล ขนาด 50,000 ตัน/ถัง จำนวน 2 ถัง และปรับปรุงโรงงานแยกสลาย (Cracking) เพื่อแปรรูปวัตถุดิบต้นทางที่มีปริมาณเอทานอลสูง โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 2.5 ปี และจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาจัดหาเอธานอล 1 ล้านตันต่อปีจากสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลา 15 ปี และเตรียมเช่าเรือขนส่งวัตถุดิบเอทานอลไปยังเวียดนามจำนวน 5 ลำ อนึ่ง การเปลี่ยนมาใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบหลักในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยให้บริษัท LSP ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อไป
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว (1) Bao Lao Dong เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568
https://laodong.vn/kinh-doanh/cai-tao-du-an-hon-5-ti-usd-o-vung-tau-1462719.ldo
(2) Bao Tuoi Tre เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568
[1] เป็นโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดบ่าเสียะ-หวุงเต่า ตั้งอยู่ในตำบล Long Son เมืองหวุงเต่า จังหวัดบ่าเสียะ-หวุงเต่า และเป็นโครงการชั้นนำของเวียดนาม รวมถึงเป็นโครงการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท SCG ในต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ โครงการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 แต่ต้องระงับโครงการไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 เนื่องจากความผันผวนของตลาดโลก อนึ่ง ตั้งแต่ปี 2561-2567 โครงการฯ ชำระภาษีกว่า 163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีส่วนส่งเสริมรายได้กว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยปัจจุบันมีพนักงานราว 1,000 คน และเป็นชาวเวียดนาม ร้อยละ 88