
เวียดนามกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลในภูมิภาค ผ่านการผสานนโยบายดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการปรับโครงสร้างต้นทุนพื้นฐาน โดยล่าสุด Intel ได้เร่งปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกด้วยการย้ายบางส่วนของกิจกรรมด้านการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิปจากโรงงานในคอสตาริกา มายัง Saigon Hi-Tech Park (SHTP) ในนครโฮจิมินห์ เพื่อรองรับการผลิตชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบเครือข่ายยุคใหม่ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากกระแสของเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บริษัท Intel Products Vietnam มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกของ Intel โดยการย้ายฐานการผลิตบางส่วนมายังเวียดนามสะท้อนกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและกำลังการผลิต อีกทั้งยังตอกย้ำบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตชิปที่มีความสำคัญมากขึ้นในระดับโลก นอกจากนี้ Intel ยังเพิ่มการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการบรรจุและทดสอบ โดยโรงงานในนครโฮจิมินห์จะมีส่วนร่วมในการผลิตชิปรุ่นใหม่ เช่น Panther Lake และ Wildcat Lake ซึ่งใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 18A ที่ล้ำสมัยที่สุดของบริษัทฯ
หลังดำเนินงานในเวียดนามมากกว่า 20 ปี โรงงานของ Intel ใน SHTP ได้กลายเป็นฐานการประกอบและทดสอบที่ใหญ่ที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของบริษัทฯด้วยพื้นที่กว่า 46.6 เฮกตาร์ และมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบร้อยละ 30 ของเงินลงทุนทั้งหมดใน SHTP โดยในช่วงปี 2553-2564 โรงงานแห่งนี้ได้ผลิตชิปออกสู่ตลาดมากกว่า 3 พันล้านชิ้น นอกจากนี้ Intel Products Vietnam ยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของนครโฮจิมินห์ โดยมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1.03 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 เป็น 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และ 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 หรือเติบโตประมาณร้อยละ 25
นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโรงงานดังกล่าวยังสามารถสร้างอาชีพให้กับแรงงานทักษะสูงมากกว่า 2,700 ตำแหน่ง โดยมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคธุรกิจต่างชาติในนครฯ ถึง 3 เท่า อีกทั้ง Intel ยังสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากรในเวียดนามผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์เฉพาะทางการผลิต 13เครื่องสำหรับบรรจุและทดสอบให้แก่ศูนย์ฝึกอบรม SHTP โดยปัจจุบัน ศูนย์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้าง Cleanroom เพื่อรองรับซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเวียดนาม
ควบคู่กับการขยายตัวของอุตสาหกรรมชิปและศูนย์ข้อมูลนโยบายด้านพลังงานของเวียดนามเริ่มมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (MOIT) ได้สั่งการให้การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ปรับใช้โครงสร้างค่าไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลตามข้อกำหนดใหม่ ซึ่งกำหนดให้ระบบเทคนิคของศูนย์ข้อมูลจัดอยู่ในกลุ่มการใช้ไฟฟ้าเพื่อการผลิตซึ่งมีราคาถูกกว่าโดยมาตรการดังกล่าวมีขึ้นจากข้อจำกัดในการแบ่งแยกสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าระหว่างกิจกรรมการผลิตกับบริการในศูนย์ข้อมูล ซึ่งก่อนหน้านี้การจัดให้อยู่ในกลุ่มค่าไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของบางบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 และกระทบต่อแผนการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า ในภาพรวมการผสานระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Intel และการปรับนโยบายต้นทุนพื้นฐาน โดยเฉพาะราคาค่าไฟฟ้า สะท้อนถึงความพยายามของเวียดนามในการสร้าง “ระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร” ตั้งแต่ต้นน้ำ (การผลิตชิป) ไปจนถึงปลายน้ำ (ศูนย์ข้อมูลและบริการดิจิทัล) โดยแนวโน้มดังกล่าวเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการยกระดับบทบาทของเวียดนามในห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีของโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นท้าทายที่ควรติดตาม ได้แก่ ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล ความจำเป็นในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพเพียงพอการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ในระยะยาว
* * * * *
ที่มา: 1. สำนักข่าว Voice of Vietnam เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569
2. สำนักข่าว Vietnamnet global เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569
https://vietnamnet.vn/en/evn-told-to-apply-proper-electricity-pricing-for-data-centers-2512364.html