
ท่ามกลางบริบทที่นครโฮจิมินห์กำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ภายหลังการควบรวมกับจังหวัดบ่าเสียะ-หวุงเต่า และจังหวัดบิ่ญเซือง โครงสร้างเชิงพื้นที่ของนครฯ ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญเขตเมืองใหม่ Thu Thiem ท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh และท่าเรือ Cai Mep จึงถูกกำหนดให้เป็น “สามเหลี่ยมยุทธศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดการพัฒนาเขตประกอบการเสรี (Free Trade Zone: FTZ) และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของนครโฮจิมินห์แห่งใหม่ในห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค
ตามความเห็นของ ดร. Do Thien Anh Tuan จาก Fulbright School of Public Policy and Management หาก FTZ ถูกมองว่าเป็นพื้นที่การพัฒนาใหม่ของนครโฮจิมินห์ พื้นที่Thu Thiem – Long Thanh – Cai Mep คือโครงสร้างพื้นฐานแกนหลักที่จะกำหนดศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาของนครโฮจิมินห์แห่งใหม่ที่มิใช่การพัฒนาแยกส่วนกัน แต่ทำหน้าที่เป็น 3 ศูนย์กลางที่เกื้อหนุนกันภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาเดียวกัน ได้แก่
1. Thu Thiem ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การบริการ และการเงิน
2. Long Thanh เป็นประตูการบินนานาชาติและศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางอากาศ
3. Cai Mep – Thi Vai เป็นกลุ่มท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่มากกว่า 200,000 ตัน และเชื่อมโยงกับเขต FTZ Cai Mep Ha รองรับการหมุนเวียนสินค้าปริมาณมากด้วยต้นทุนต่ำ
เมื่อทั้งสามขั้วของการพัฒนาข้างต้นสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่นจะก่อให้เกิดโครงสร้างเศรษฐกิจที่บูรณาการการเงิน การบิน ท่าเรือ และ FTZ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่าและเสริมบทบาทของนครโฮจิมินห์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
การขยายขอบเขตการบริหารดังกล่าวจะส่งผลให้นครโฮจิมินห์กลายเป็นเขตเมืองอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ โดยในปี 2568 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมท้องถิ่น (GRDP) ของนครฯ คิดเป็นประมาณร้อยละ 23.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ (GDP) ในโครงสร้างใหม่นี้ Cai Mep Ha ถูกกำหนดให้เป็นประตูการเดินเรือระหว่างประเทศโดยตรง วางรากฐานสำคัญให้นครโฮจิมินห์สามารถยกระดับบทบาทในเครือข่ายโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือการเชื่อมต่อด้านคมนาคม ความเชื่อมโยงระหว่างทั้ง 3 ขั้วยังคงพึ่งพาระบบการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะหนาแน่นและเกินขีดความสามารถในการรองรับ อาทิ ทางด่วนสาย Ho Chi Minh City – Long Thanh – Dau Giay และทางหลวงหมายเลข 51 นอกจากนี้ ตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือ Cai Mep ยังจำเป็นต้องเคลื่อนผ่านเขตเมืองต่าง ๆ ของนครโฮจิมินห์ เนื่องจากยังขาดถนนวงแหวนและเส้นทางโลจิสติกส์เฉพาะทาง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นและจำกัดศักยภาพของท่าเรือน้ำลึก ขณะที่การขนส่งทางน้ำ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่
ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ปัญหาดังกล่าวมีรากฐานมาจากแนวคิดการวางผังคมนาคมแบบแยกส่วน ที่ยึดตามเขตการปกครองและโครงการรายจุด เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะใหม่ นครโฮจิมินห์และเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ของเวียดนามจำเป็นต้องปรับไปสู่แนวคิดการจัดระเบียบพื้นที่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยมองระบบคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการไหลเวียนของสินค้า บริการ เงินทุน และองค์ความรู้
บนพื้นฐานของกรอบแนวคิดดังกล่าว ภาพลักษณ์ของสามเหลี่ยมการพัฒนา Thu Thiem – Long Thanh – Cai Mep ในอนาคตจะไม่ใช่เพียงการรวมตัวของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หากแต่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ของนครโฮจิมินห์ โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทำหน้าที่เสมือนกาวเชื่อมประสาน ช่วยปิดวงจรห่วงโซ่มูลค่าของทั้งภูมิภาค และมีส่วนสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจเวียดนามโดยรวม
BIC นครโฮจิมินห์ มองว่า ความพยายามของนครโฮจิมินห์ในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center: IFC) ในเขตเมืองใหม่ Thu Thiem การก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติ Long Thanh (จังหวัดด่งนาย) และการพัฒนาเขตประกอบการเสรี (FTZ) ในพื้นที่ Cai Mep Ha สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเร่งยกระดับบทบาทของนครฯ ให้เป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การคมนาคม และโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอยู่ที่การบูรณาการโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ให้สามารถเชื่อมโยงและเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันได้อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของนครโฮจิมินห์ในระยะยาว
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว VTC News เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2569