
สถานการณ์เศรษฐกิจในนครโฮจิมินห์ในช่วงก่อนเทศกาลตรุษเวียดนาม(Tet) ปี 2569 กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) โดยพบว่ามีร้านอาหารและร้านกาแฟจำนวนมากประกาศปิดกิจการ โอนสิทธิ์ร้าน และคืนพื้นที่เช่าก่อนที่จะถึงช่วงเทศกาลสำคัญ
โดยปกติแล้ว ช่วงก่อนเทศกาลตรุษเวียดนามจะเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจ F&B ที่ผลประกอบการไม่คุ้มทุนเลือกที่จะยุติกิจการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ทั้งค่าแรงและค่าวัตถุดิบ ซึ่งหากดำเนินกิจการต่อไปโดยไม่มีความพร้อมจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม ตลาดในพื้นที่ทำเลทองยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยมีแบรนด์ใหม่ ๆ จำนวนมากเข้ามาในตลาดเพื่อรับฤดูกาลขาย ทำให้เกิดภาพของการเปลี่ยนถ่ายผู้เล่นในตลาดอย่างคึกคัก แม้ว่าร้านเก่าแก่หลายแห่งจะปิดตัวหรือหายไปก็ตาม แต่ไม่นานก็มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแทนที่
นาย Tran Minh Khai Nhat ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมธุรกิจ F&B ระบุว่า ความแตกต่างของปีนี้คือ “แนวโน้มการถอนตัวจากตลาดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ” โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลของผู้ประกอบการต่อกฎระเบียบใหม่ ๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะด้านภาษี[1] เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่เข้าใจหรือยังปรับตัวไม่ทันต่อข้อกำหนดดังกล่าว โดยความกังวลสำคัญคือ การถูกตรวจสอบหรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยเฉพาะร้านอาหารที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานในรูปแบบกิจการครัวเรือน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะหยุดกิจการชั่วคราวหรือถอนตัวออกจากตลาดเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่าที่จะเสี่ยงดำเนินธุรกิจต่อไปภายใต้ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
แม้จะมีการปิดตัวของร้านต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงมองว่า ตลาด F&B ในเวียดนามยังมีศักยภาพสูงในระยะยาว เนื่องจากเป็นความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในระยะต่อไป ตลาดจะเป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจหรือแบรนด์ที่ดำเนินกิจการอย่างถูกต้องและปฏิบัติตามกฎระเบียบของกฎหมายอย่างเคร่งครัดเท่านั้น ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสได้อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขันและความยั่งยืนในตลาดระยะยาว
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว CAFEF เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2569
[1] เช่น ข้อมติที่ 3389/QĐ-BTC อนุมัติการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการบริหารจัดการภาษีสำหรับธุรกิจครัวเรือนเมื่อยกเลิกภาษีรายหัว