
บริษัท Charoen Pokphand Foods (CPF) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ระบุว่า ธุรกิจในเวียดนามชะลอตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้เวียดนามเป็นตลาดสำคัญเพียงแห่งเดียวของบริษัทที่มีรายได้หดตัว โดยรายได้จากเวียดนามซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากประเทศไทย ลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 22.8 พันล้านบาท หรือประมาณ 703 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งนี้ ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2568 รายได้จากเวียดนามลดลงร้อยละ 17 อยู่ที่ 76.6 พันล้านบาท (2.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่รายได้ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ตลาดจีนขยายตัวสูงถึงร้อยละ 36 และตลาดอื่น ๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1
CPF ระบุว่า การชะลอตัวในเวียดนามเกิดขึ้นในธุรกิจปศุสัตว์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก โดยมีรายได้อยู่ที่ 51.1 พันล้านบาท (1.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 18 จากปีก่อน ขณะที่ธุรกิจอาหารมีรายได้ 6.1 พันล้านบาท (188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 3 สาเหตุสำคัญมาจากราคาหมูมีชีวิตในเวียดนามที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยในไตรมาส 3 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 58,812 ดองต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยในไตรมาส 2 ที่ 68,449 ดอง และไตรมาสแรกที่ 65,409 ดองต่อกิโลกรัมทั้งนี้ แม้ผลประกอบการในเวียดนามจะชะลอตัว แต่ CPF ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ของอุตสาหกรรมเกษตรอาหารในเวียดนาม โดยบริษัทในเครือ C.P. Vietnam มีโรงงานรวม 21 แห่ง ครอบคลุมโรงงานอาหารสัตว์ อาหารสัตว์น้ำ การแปรรูปสัตว์น้ำ และการแปรรูปเนื้อสัตว์ มีกำลังการผลิตสุกรกว่า 6.8 ล้านตัว ไข่ไก่ 750 ล้านฟอง และไก่เนื้อกว่า 66 ล้านตัวต่อปี พร้อมส่งออกสินค้าแปรรูปมากกว่า 20,000 ตันไปยังออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน และยุโรป
ในภาคการค้าปลีก บริษัท C.P. Vietnam บริหารเครือข่ายร้าน C.P. Fresh Shop, C.P. Fresh Mart และ Five Star รวมกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงร้านไก่ทอด Five Star ประมาณ 1,000 แห่ง อย่างไรก็ดีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 บริษัทเผชิญข้อกล่าวหาด้านความปลอดภัยอาหารจากบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่อ้างว่าเป็นอดีตพนักงาน ซึ่งบริษัทฯ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐไม่พบการจำหน่ายเนื้อสัตว์ป่วย แม้จะพบความบกพร่องด้านเอกสารและใบรับรองความปลอดภัยที่หมดอายุในบางสาขาก็ตาม