
สำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมนครโฮจิมินห์รายงานว่า นครโฮจิมินห์กำลังเผชิญความเสี่ยงรุนแรงจากการทรุดตัวของพื้นดินและน้ำท่วม โดยติดอันดับที่ 2 ในกลุ่ม 10 เมืองที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก[1] ปัจจุบัน นครฯ มีการทรุดตัวสะสมตั้งแต่ปี 2533 ประมาณ 1 เมตร และมีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ย 2-5 เซนติเมตรต่อปี ขณะที่บางพื้นที่ที่มีอาคารพาณิชย์หนาแน่น อาคารสูง และการจราจรคับคั่ง มีอัตราการทรุดตัวสูงถึง 7-8 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งมากกว่าความเร็วที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า (ประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี)
สาเหตุหลักของการทรุดตัวประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ (1) โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่อ่อนแอ (2) น้ำหนักบรรทุกจากการจราจร รถบรรทุก รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ และโครงข่ายรถไฟฟ้า (3) การก่อสร้างและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว และ (4) การสูบน้ำใต้ดินมากเกินไป รวมถึงการปูพื้นผิวคอนกรีตที่ลดความสามารถในการซึมผ่านของน้ำฝน ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดต่ำลง
นอกจากนี้ นครโฮจิมินห์ยังเผชิญระดับน้ำทะเลหนุนสูงเป็นประวัติการณ์ (1.77-1.88 เมตร) ร่วมกับฝนตกหนักเกินศักยภาพของระบบระบายน้ำ ส่งผลให้หลายพื้นที่ รวมทั้งชุมชนริมแม่น้ำ เกิดน้ำท่วมรุนแรงสร้างความเสียหายต่อประชาชนหลายร้อยครัวเรือน รวมถึงพื้นที่เกษตรหลายร้อยเฮกตาร์
มาตรการสำคัญของนครฯ เพื่อรับมือกับปัญหาการทรุดตัวและน้ำท่วม ได้แก่
1. ดำเนินโครงการควบคุมน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุน (ระยะที่ 1) มูลค่าการลงทุน 10 ล้านล้านด่ง (379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
2. ขุดลอกระบบระบายน้ำ บริหารการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ และใช้เครื่องสูบน้ำช่วยเร่งระบาย
3. ปรับปรุงถนนสายหลักที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก
4. ปรับระดับพื้นที่เมืองให้อยู่ที่ +2.0 ถึง +3.8 เมตร เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
5. ตรวจวัดและติดตามการทรุดตัวด้วยเทคโนโลยี INSAR
6. ลดปริมาณการสูบน้ำใต้ดินจาก 716,581 เหลือ 255,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
7. ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในการจำลองและคาดการณ์แนวโน้มการทรุดตัวของพื้นดิน
8. จัดทำระบบหมุดระดับความสูง เพื่อใช้ประเมินการทรุดตัวและวางผังเมืองอย่างยั่งยืน
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว: VTC News เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568
[1] รองจากเมืองเทียนจิน (จีน)