
สำนักงานการก่อสร้างนครโฮจิมินห์ได้ประกาศเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ติดตั้ง และประกอบธุรกิจตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้าบนทางเท้าและพื้นที่สาธารณะภายในนครโฮจิมินห์ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (โดยเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้า) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสีเขียว โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ดังนี้
1. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ติดตั้ง และการดำเนินงาน
2. มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ และสามารถเริ่มติดตั้งตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ทันทีหลังได้รับอนุมัติ
3. มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ถูกต้อง และมีประสบการณ์ในการจัดหา ติดตั้ง และดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานด้านการเปลี่ยนแบตเตอรี่
4. จัดทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพื่อรองรับความเสี่ยงจากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือการระเบิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
5. ดูแลความปลอดภัยด้านการจราจร ความสะอาดของสิ่งแวดล้อม และความสวยงามของภูมิทัศน์เมือง
6. ห้ามใช้ตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่เพื่อการโฆษณาเชิงพาณิชย์ ยกเว้นเครื่องหมายหรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งาน
7. จัดทำแผนรองรับความปลอดภัยด้านการจราจร รวมถึงการจอดรถ เส้นทางเข้า-ออกพื้นที่ ป้ายสัญญาณจราจร และแผนการกำกับดูแลความปลอดภัย ความมั่นคง และสุขอนามัยสิ่งแวดล้อม
8. ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและระบบตรวจสอบจากระยะไกล เพื่อเฝ้าระวังสถานะแบตเตอรี่และตรวจจับความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
9. พร้อมรื้อถอนและเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ โดยไม่มีการเรียกร้องค่าชดเชย
สำหรับตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านเทคนิคและความปลอดภัย ดังนี้
1. ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยจากอัคคีภัย มีระบบตัดไฟอัตโนมัติและระบบแจ้งเตือนอุณหภูมิ
2. ได้รับการออกแบบ ตรวจสอบ และรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างสม่ำเสมอ
3. มีระดับการป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐานอย่างน้อย IP65 หรือ IP67
4. รองรับการใช้แบตเตอรี่ร่วมกันสำหรับรถหลายยี่ห้อ หรือใช้โปรโตคอลการเชื่อมต่อแบบเปิด (Open Protocol)
5. สามารถเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคได้ภายใน 2-4 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ
นโยบายของนครโฮจิมินห์ในการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนติดตั้งตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้าบนทางเท้าและพื้นที่สาธารณะ สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้าในเชิงรุกและเป็นระบบ โดยภาครัฐทำหน้าที่กำหนดกรอบ กติกา และมาตรฐานด้านความปลอดภัย การใช้พื้นที่เมือง และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้รับภาระการลงทุน การดำเนินงาน และความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งหมด แนวทางดังกล่าวช่วยเร่งการขยายโครงข่ายยานยนต์ไฟฟ้า โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณภาครัฐ และเอื้อต่อการทดลองรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทเมืองใหญ่และมีความหนาแน่นทางจราจรสูงอย่างนครโฮจิมินห์
นอกจากนี้ ล่าสุด นครโฮจิมินห์ได้อนุมัติจุดติดตั้งตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 91 แห่งบนทางเท้าและพื้นที่สาธารณะในระยะเริ่มต้น บนถนนสายหลักหลายแห่งของนครฯ แล้ว โดยสำนักงานการก่อสร้างนครฯ ประเมินว่า ในระยะยาว นครฯ จะต้องพัฒนาโครงข่ายการชาร์จและเปลี่ยนแบตเตอรี่มากกว่า 25,000 จุดภายในปี 2573 เพื่อรองรับจำนวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีมากถึงประมาณ 1.2 ล้านคัน นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสีเขียว การลดมลพิษทางอากาศ และการผลักดันการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของนครโฮจิมินห์
BIC นครโฮจิมินห์เห็นว่าแนวทางการดำเนินการข้างต้นอาจส่งผลให้นครโฮจิมินห์ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบด้านโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเมืองที่พึ่งพารถจักรยานยนต์เป็นหลัก นโยบายนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในเวียดนาม แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่ไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ของนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการขนส่งสีเขียว การดึงดูดการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีสะอาด รวมถึงบทบาทและความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต
* * * * *
ที่มา: (1) สำนักข่าว Bao Dau Tu เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2569
(2) สำนักข่าว Viet Nam News เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569