
นครโฮจิมินห์ประกาศเดินหน้าขยายโครงการทดสอบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles: UAVs) สำหรับการให้บริการขนส่งสินค้า โดยมุ่งเน้นเพิ่มการระยะทางการบินให้ไกลขึ้น และจำลองสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยในระยะต่อไปจะทดสอบการบินภายใต้สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น ฝนตกและลมแรง รวมถึงภาวะฉุกเฉินทางเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งจะจำลองการรับมือกับสถานการณ์สัญญาณควบคุมขาดหายและเหตุขัดข้องทางเทคนิคระหว่างปฏิบัติการบิน
โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการทดสอบการขนส่งสินค้าด้วย UAV ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนครโฮจิมินห์ คณะกรรมการบริหาร Saigon Hi-Tech Park (SHTP) และภาคธุรกิจด้านเทคโนโลยีและค้าปลีก โดยผลการทดสอบที่ผ่านมาพบว่า UAV สามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพ สามารถบินขึ้น-ลงตามเส้นทางที่กำหนด และส่งมอบสินค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยระบบนำทางอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดเวลาการขนส่งและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการคมนาคมทางบกได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี ผลการทดสอบข้างต้นยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญบางประการที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ (1) การขาดเทคโนโลยีเซนเซอร์ เช่น ระบบ Radar และ Lidar ในการตรวจจับและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง (2) สมรรถนะตัวเครื่อง ข้อจำกัดด้านน้ำหนักบรรทุกและระยะทางการบินที่ยังไม่รองรับการส่งสินค้าจำนวนมากหรือระยะไกล และ (3) โครงสร้างพื้นฐานและกรอบกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันเวียดนามขาดกรอบกฎหมายและระบบที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล UAV อย่างครบถ้วน[1]
การขยายการทดสอบการบิน UAV ครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลจากการใช้งานจริงเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้สมบูรณ์ และใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการจัดทำและปรับปรุงนโยบายกำกับดูแล รวมถึงกฎระเบียบที่เหมาะสมในระยะต่อไป
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า ภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีสามารถพิจารณาโอกาสในการส่งออกหรือการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ในส่วนของเทคโนโลยีและอุปกรณ์สนับสนุนที่เวียดนามยังขาด ไม่ว่าจะเป็นระบบเซนเซอร์ ระบบการควบคุมโดรน ชิ้นส่วนโดรนประสิทธิภาพสูง รวมถึงระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์อาจเข้าร่วมสังเกตการณ์หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการทดสอบระบบครั้งนี้ เพื่อเป็นกลุ่มธุรกิจแรก ๆ ที่สามารถเข้าถึงการจัดส่งสินค้าด้วย UAV ในนครโฮจิมินห์ เมื่อกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ดี โดยที่กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการส่งสินค้าด้วย UAV ของเวียดนามยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและไม่มีความชัดเจน การลงทุนขนาดใหญ่ในสาขานี้นี้อาจมีความเสี่ยง หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือความเข้มงวดของนโยบายในอนาคต ภาคธุรกิจไทยจึงควรติดตามพัฒนาการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งสินค้าด้วย UAV ของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตลาดต่อไป
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Tuoi Tre เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569
[1] เช่น ระบบทะเบียนรหัสประจำตัวโดรน (ID codes) ระบบเฝ้าระวัง UAV และหน่วยงานควบคุมจราจรทางอากาศสำหรับโดรนโดยเฉพาะ รวมถึงเขตห้ามบิน (No-fly zones) ในเมืองที่ยังมีพื้นที่กว้างมาก