
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 คณะกรรมการประชาชนนครดานัง ได้จัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัดทำผังเมืองนครดานัง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี ค.ศ. 2045 (พ.ศ. 2588) โดยมีวิสัยทัศน์จนถึงปี ค.ศ. 2075 (พ.ศ. 2618) ซึ่งผู้นำของนครดานังและผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า นครดานังจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการพัฒนาเมืองจากรูปแบบ “เมืองศูนย์กลางเดียว” ไปสู่ “เมืองหลายศูนย์กลาง หลายแกนการพัฒนา” โดยมีระบบขนส่งสาธารณะเป็นแกนหลัก เพื่อยกระดับนครดานังสู่การเป็นเมืองชายทะเลระดับนานาชาติ และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ผังเมืองฉบับใหม่ข้างต้นกำหนดบทบาทพื้นที่เมืองอย่างชัดเจนในทุกทิศทาง ทั้งตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ โดยพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเดิมจะยังคงทำหน้าที่เป็นแกนกลางการพัฒนา เป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การบริการ และนวัตกรรม ขณะที่พื้นที่ Chu Lai จะได้รับการพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและท่าเรือทะเล ส่วนพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกจะคงบทบาทเป็นพื้นที่นิเวศพื้นถิ่น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านความปลอดภัย การป้องกันประเทศและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ มีการเสนอให้กำหนดการพัฒนาพื้นที่สำคัญของนครดานังเป็น 4 ศูนย์กลางหลัก ได้แก่
1. ศูนย์กลางการเงินและบริการคุณภาพสูง ในพื้นที่ใจกลางเมืองของนครดานัง
2. ศูนย์กลางนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ในพื้นที่แขวง Hoa Vang, Cam Le และ Ngu Hanh Son
3. ศูนย์กลางโลจิสติกส์และท่าเรือทะเล บริเวณท่าเรือ Lien Chieu และท่าเรือ Ky Ha เชื่อมต่อกับระเบียงเศรษฐกิจสู่ที่ราบสูงตอนกลาง
4. ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม เชื่อมต่อพื้นที่นครดานังเดิมจนถึงเมืองเก่า Hoi An และตำบล Thang Binh (จังหวัดกว๋างนามเดิม) พร้อมเครือข่ายเขตเมืองโดยรอบ
นอกจากนี้ ผังเมืองดังหล่าวยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดกว๋างนามเดิม เพื่อสร้างพื้นที่พัฒนาร่วมที่ครอบคลุมทั้งพื้นที่ชายทะเล ที่ราบ พื้นที่กึ่งภูเขา และภูเขา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายเขตเมืองและการท่องเที่ยวแบบต่อเนื่อง โดยบูรณาการแหล่งมรดกโลก เช่น ปราสาท My Son และเมืองเก่า Hoi An เข้าสู่กรอบการพัฒนาเชิงพื้นที่เดียวกัน
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า นครดานังมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการอยู่อาศัยในระดับสูง จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นเมืองนานาชาติที่ดึงดูดกลุ่มชนชั้นกลาง-ระดับสูง และชาวต่างชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาพำนักและทำงานในระยะสั้นถึงปานกลางประมาณ 3-6 เดือนในรูปแบบการทำงานทางไกล (remote working) ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ สูงและสะอาด (Clean FDI) ไม่สร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมากนัก ทั้งยังช่วยกระตุ้นภาคบริการ อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเศรษฐกิจดิจิทัลของนครดานัง
ในด้านการท่องเที่ยว รายงานระบุว่า ในปี 2568 นครดานังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยือนมากกว่า 6.3 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากเงินตราต่างประเทศกลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของนครฯ ซึ่งควรถูกบูรณาการอย่างเป็นระบบในกระบวนการจัดทำผังเมืองฉบับใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว
นอกจากนี้ นครดานังยังตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแกนหลักของ “สามเหลี่ยมการเติบโต” ร่วมกับกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ โดยคาดว่าจำนวนประชากรของนครดานังจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ3.9 ล้านคนในปี 2573 และ 6.4 ล้านคนในปี 2588 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ที่ดิน ทำให้นครดานังจำเป็นต้องขยายพื้นที่พัฒนาไปทางตะวันตก และเร่งพัฒนาเขตเมืองท่องเที่ยวชายฝั่งอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า การจัดทำผังเมืองของนครดานังฉบับใหม่นี้สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาเชิงโครงสร้างของเวียดนามตอนกลางในระยะยาว ซึ่งจะมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจไทยโดยตรง โดยเฉพาะในสาขาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โลจิสติกส์ ท่าเรือ อุตสาหกรรมสนับสนุน และบริการดิจิทัล การยกระดับนครดานังสู่เมืองหลายศูนย์กลางนั้นจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ทั้งในรูปแบบการลงทุนโดยตรง การร่วมทุน และการให้บริการข้ามพรมแดน นอกจากนี้ นโยบายของนครดานังที่ใช้ในการดึงดูดชาวต่างชาติที่พำนักระยะสั้น-ปานกลางเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยมีนโยบายในลักษณะเดียวกัน โดยมีเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ตเป็นจุดหมายสำคัญ อย่างไรก็ดี แนวทางของนครดานังในการบูรณาการนโยบายผังเมือง คุณภาพสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการดึงดูด “FDI คุณภาพสูงและสะอาด” อาจทำให้นครดานังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่สามารถแข่งขันหรือทดแทนเมืองหลัก ๆ ของไทยในบางกลุ่มเป้าหมายได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนการครองชีพ และความเชื่อมโยงในภูมิภาค ดังนั้น การติดตามและประเมินแนวโน้มดังกล่าวจะช่วยให้ไทยสามารถปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย รวมถึงการดึงดูดบุคลากรต่างชาติให้สอดรับกับการแข่งขันในภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม
* * * * *
ที่มา: 1. สำนักข่าว Bao Moi เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569
https://baomoi.com/quy-hoach-da-nang-den-nam-2045-huong-toi-do-thi-bien-quoc-te-da-cuc-c54311122.epi
2. สำนักข่าว Tuoi Tre News เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569