
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ภายใต้กรอบการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ นาย Nguyen Hoa Binhรองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้หารือกับนาย Wee Ee Cheong รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร United Overseas Bank (UOB) เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center: IFC) ในนครโฮจิมินห์ พร้อมทั้งรับฟังประสบการณ์ของสิงคโปร์ในการจัดตั้งและบริหารศูนย์ IFC
ธนาคาร UOB เป็นธนาคารสิงคโปร์รายแรกที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในเวียดนามตั้งแต่ปี 2535 และได้เปิดสาขาที่ต่างชาติถือหุ้นร้อยละ100 ในนครโฮจิมินห์เมื่อปี 2538 ปัจจุบัน ธนาคารUOBมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 10 ล้านล้านด่ง (326.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมทั้งก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่UOB Plaza ภายในศูนย์ IFCนครโฮจิมินห์ เพื่อขยายขอบเขตการดำเนินงานและยกระดับศักยภาพในการให้บริการทางการเงินในเวียดนาม
ผู้บริหาร UOB ยืนยันว่า เวียดนามเป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของธนาคาร และแสดงความพร้อมในการมีบทบาทเชิงลึกต่อการพัฒนาศูนย์IFCของเวียดนาม ไม่เพียงในฐานะแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการบริหารธนาคาร การบริหารความเสี่ยง และการเชื่อมโยงกระแสเงินทุนจากนานาชาติ
ในวันเดียวกันนั้น รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามได้เข้าร่วมการประชุมกับผู้ประกอบการ กองทุนเพื่อการลงทุน และธนาคารชั้นนำจากสิงคโปร์เกือบ 20 แห่ง โดยฝ่ายนักลงทุนได้เสนอให้เวียดนามสร้างความมั่นคงด้านนโยบาย และเร่งจัดทำกรอบกฎหมายสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีทางการเงิน(FinTech) ให้มีความชัดเจนและทันสมัย ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้นักลงทุนสิงคโปร์ขยายการลงทุนในศูนย์ IFC ของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาที่สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญและเวียดนามมีความต้องการสูง ได้แก่ การเงินสีเขียว การเงินเพื่อความยั่งยืน การเงินด้านเทคโนโลยี และสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจุบัน สิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในอันดับที่ 2 จาก 153 ประเทศและดินแดนที่ลงทุนในเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนสะสมจำนวนกว่า 4,400 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินลงทุนจดทะเบียนรวมกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เวียดนามยังมีนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม-สิงคโปร์ (VSIP) จำนวน 21 แห่ง กระจายอยู่ใน 14 จังหวัดและนครทั่วประเทศ ความร่วมมือระหว่างเวียดนามและสิงคโปร์มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพสูง อาทิ เกษตรกรรม พลังงาน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม VSIP รุ่นใหม่ (VSIP 2.0) สินเชื่อคาร์บอน และเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการประสานงานอย่างใกล้ชิดในเวทีระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกรอบอาเซียน
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นครโฮจิมินห์ได้หารือกับนักลงทุนและพันธมิตรที่มีศักยภาพกว่า 50 ราย เพื่อคัดเลือกนักลงทุนเข้าร่วมในระยะเริ่มต้นของศูนย์ IFC โดยได้ประกาศว่าธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งจะเข้าร่วมในศูนย์ดังกล่าว อาทิ ธนาคารMB Bank, Vietcombank และ VietinBank
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว VNExpress เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569
https://vnexpress.net/ngan-hang-ngoai-dau-tien-vao-trung-tam-tai-chinh-viet-nam-5004823.html