ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูง ภาคธุรกิจนครโฮจิมินห์เพิ่มความระมัดระวังในการรับคำสั่งซื้อใหม่

POST ON 30 มีนาคม 2026

ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูง ภาคธุรกิจนครโฮจิมินห์เพิ่มความระมัดระวังในการรับคำสั่งซื้อใหม่

ภาคธุรกิจในนครโฮจิมินห์กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ประกอบกับระยะเวลาการจัดส่งที่ยาวนานขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายบริษัทต้องชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่ และยอมรับอัตรากำไรที่ลดลงท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดในปัจจุบัน

จากผลสำรวจของสมาคมผู้ประกอบการนครโฮจิมินห์ (HUBA) พบว่า กิจกรรมการผลิตและการดำเนินธุรกิจของสมาชิกได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและนำเข้า โดยอัตราค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 50-100 ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ระยะเวลาการจัดส่งยาวนานขึ้นอีก 10-15 วัน เนื่องจากผู้ให้บริการขนส่งต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขนส่งยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ เช่น ค่าคลังสินค้าและค่าประกันภัย ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี คู่ค้าต่างประเทศจำนวนมากไม่ยอมร่วมรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในสัญญาเดิม ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคงราคาสินค้าเดิมและรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เอง จึงส่งผลให้อัตรากำไรลดลง          

ภายใต้สถานการณ์ข้างต้น ผู้ประกอบการบางส่วนได้พยายามเจรจาปรับราคาใหม่กับคู่ค้า แต่ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากสถานการณ์ตลาดที่ยังมีความผันผวน ขณะเดียวกัน ผู้นำเข้าหลายรายมีแนวโน้มชะลอการยืนยันคำสั่งซื้อหรือขอเลื่อนกำหนดการจัดส่งเพื่อรอดูทิศทาง ส่งผลให้การทำสัญญาใหม่โดยรวมชะลอตัวลงอย่างมาก โดยบริษัทส่วนใหญ่หันไปเน้นการดำเนินการตามคำสั่งซื้อที่มีอยู่แทน

นอกจากภาคการส่งออกแล้ว การนำเข้าก็เผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน จากต้นทุนค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปที่ราคาขายได้เต็มที่ และต้องยอมลดอัตรากำไรและปรับราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภค

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ภาคธุรกิจได้เรียกร้องให้ภาครัฐเวียดนามใช้มาตรการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตสำคัญ การใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการปรับอัตราภาษีและค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนด้านโลจิสติกส์และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ตลาดพลังงานในปี 2569 จะยังคงผันผวนสูง เนื่องจากขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลก โดยภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดหาน้ำมันดิบให้แก่ทวีปเอเชียถึงประมาณร้อยละ 80 นอกจากนี้ การเริ่มใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ E10 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าจะทำให้ความต้องการ
เอทานอลเพิ่มขึ้นประมาณ 600,000-700,000 ตันต่อปี
ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐฯ และบราซิล และอาจส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาพลังงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

ในบริบทดังกล่าว การรักษาเสถียรภาพของนโยบายภาษีนำเข้า และการพัฒนากลไกสำรองพลังงานที่มีความยืดหยุ่น จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก และรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานได้ในระยะยาว

BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและภาคธุรกิจเป็นอย่างมากดยเฉพาะกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งและราคาพลังงาน ทั้งนี้ แม้ผู้ประกอบการในนครโฮจิมินห์จะปรับตัวด้วยการชะลอคำสั่งซื้อใหม่และบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง แต่ในระยะยาว ความสามารถในการแข่งขันอาจได้รับผลกระทบหากต้นทุนยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงด้านตลาดและเส้นทางขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกภายในประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในอนาคต

* * * * *

ที่มา: สำนักข่าว Sai Gon Giai Phong เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569

https://en.sggp.org.vn/logistics-costs-surge-hcmc-businesses-cautious-about-new-orders-post124666.html

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง



ดูข่าวทั้งหมด

THAIBIZ VIETNAM

THAILAND BUSINESS INFORMATION CENTER

  • หน้าแรก
  • ประชาสัมพันธ์
  • ข่าว
  • ศูนย์ธุรกิจไทยในเวียดนาม
  • บทความ
  • มีเดีย
  • กฎระเบียบที่ควรรู้
  • ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อมูลรายจังหวัด/นคร

ยอดผู้เข้าชม

2

กำลังเข้าชมขณะนี้

661761

เข้าชมทั้งหมด