
ในปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของนครเว้เริ่มกลับมาปรับตัวดีขึ้น โดยมีสัญญาณบวกทั้งจำนวนธุรกรรมและมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในโครงการที่มีสถานะทางกฎหมายครบถ้วน ขณะที่หลายโครงการยังอยู่ในภาวะชะงักงันจากปัญหาขั้นตอนทางกฎหมายและเอกสารที่ดิน
ข้อมูลจากสำนักงานการก่อสร้างนครเว้ระบุว่า เฉพาะในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 มีการซื้อขายอพาร์ตเมนต์จำนวน 206 ยูนิต และบ้านเดี่ยวจำนวน 64 ยูนิต ทำให้ตลอดทั้งปี 2568 มีการซื้อขายอพาร์ตเมนต์รวม 278 ยูนิต และบ้านเดี่ยวจำนวน 125 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 1.13 ล้านล้านด่ง (42.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
แม้ความต้องการในตลาดจะปรับตัวดีขึ้น แต่ปริมาณอสังหาริมทรัพย์คงค้างยังอยู่ในระดับสูงถึง 468 ยูนิต ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่านเกณฑ์เปิดขายแล้วแต่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองใหม่ An Cuu และเขตเมืองใหม่ An Van Duong ครอบคลุมทั้งแปลงที่ดินและบ้านเดี่ยว
สำหรับแนวโน้มตลาดในปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในนครเว้จะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการลงทุนจะมุ่งไปที่โครงการที่มีความโปร่งใสด้านกฎหมายและมีมูลค่าการใช้งานจริง มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น โดยราคาที่ดินมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเขตเมืองใหม่ An Van Duong มีการกระจุกตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในนครเว้
นอกจากนี้ โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่หลายแห่งในนครเว้ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับที่ดินไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าในการเวนคืนที่ดิน อุปสรรคขั้นตอนการจัดสรรและให้เช่าที่ดิน รวมถึงการออกหนังสือรับรองสิทธิการใช้ที่ดิน โดยบางโครงการที่ผ่านการคัดเลือกนักลงทุนภายใต้กฎหมายที่ดินปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546) กลับต้องเผชิญกับความซับซ้อนจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในหลายช่วงเวลา ส่งผลให้เกิดความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในช่วงการเปลี่ยนผ่าน
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นครเว้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและจำแนกโครงการที่คงค้างอยู่ พร้อมจัดทำแนวทางแก้ไขเป็นรายโครงการ รวมถึงรายงานและยื่นข้อเสนอไปยังหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อเร่งคลี่คลายอุปสรรคทางกฎหมาย อันจะช่วยให้โครงการต่าง ๆ สามารถเดินหน้าต่อได้ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์ของนครเว้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
BIC นครโฮจิมินห์เห็นว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดที่อาจส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในปัจจุบันคือความไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ดินฉบับใหม่ (ค.ศ. 2024) ที่มีการยกเลิกกรอบราคาที่ดินระยะ 5 ปี และเปลี่ยนมาใช้เป็นบัญชีราคาที่ดินรายปี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคธุรกิจไทยที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านต้นทุนจากค่าธรรมเนียมการใช้ที่ดินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความซับซ้อนของโครงการซึ่งอาจเป็นโครงการที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้กฎหมาย ส่งผลให้กระบวนการออกใบรับรองสิทธิหรือการโอนกรรมสิทธิ์มีความล่าช้า ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของโครงการที่ต้องการจะลงทุนโดยละเอียด พร้อมเตรียมแผนสำรองด้านเงินทุนเพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุนที่ดินที่อาจปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Bao Dau Tu เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569
https://baodautu.vn/bat-dong-san-hue-khoi-sac-nhung-nhieu-du-an-van-vuong-phap-ly-d495671.html