
จังหวัดก่าเมากำลังก้าวขึ้นเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญของเวียดนามในการพัฒนารูปแบบการปลูกข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low-emission rice production) ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และความผันผวนของตลาด โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำเค็มรุกล้ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร ส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่ความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ภายใต้บริบทดังกล่าว เวียดนามได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำบนพื้นที่ 1 ล้านเฮกตาร์ ภายในปี 2573 ในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมข้าว และเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม
ในระดับพื้นที่ สหกรณ์การเกษตร Hong Phat ในตำบล Vinh Thanh ได้นำรูปแบบการผลิตดังกล่าวมาใช้ต่อเนื่องเป็นฤดูที่ 3 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 50 เฮกตาร์ โดยประยุกต์ใช้เทคนิคสมัยใหม่อย่างครบวงจร อาทิ การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน การลดอัตราการหว่านเมล็ด การจำกัดการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมี การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ส่งผลให้ต้นข้าวเติบโตอย่างแข็งแรง ลดการระบาดของศัตรูพืช และช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยไม่กระทบต่อผลผลิต[1]
เกษตรกรในพื้นที่ระบุว่า การลดปริมาณเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการใช้โดรนในการหว่านปุ๋ยและพ่นสารชีวภัณฑ์ ยังช่วยลดการสัมผัสสารเคมี เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 30 หรือประมาณ 3-3.5 ล้านด่ง (120-140 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเฮกตาร์ ขณะที่ยังรักษาระดับผลผลิต 6.5-7 ตันต่อเฮกตาร์ นอกจากนี้ การเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจยังช่วยให้สามารถจำหน่ายผลิตผลในราคาสูงกว่าตลาดประมาณ 200 ด่งต่อกิโลกรัม ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับรูปแบบการผลิตเดิม
ในด้านสิ่งแวดล้อม การใช้เทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) การลดการเผาฟาง และการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.3-3.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเฮกตาร์ อีกทั้งการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารมาใช้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวเวียดนามในตลาดโลก
ในภาพรวมของทั้งจังหวัดก่าเมา หลังดำเนินโครงการฯ มากว่า 1 ปี จังหวัดฯ ได้มีการทดลองแล้ว 24 รูปแบบ บนพื้นที่รวมประมาณ 1,400 เฮกตาร์ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4-6 ล้านด่งต่อเฮกตาร์ โดยมีแผนขยายพื้นที่การปลูกข้าวคุณภาพที่สูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำให้ครอบคลุม 55,000 เฮกตาร์ ในอีก 20 ตำบลและแขวงสำคัญภายในปี 2573 ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร การเสริมความเข้มแข็งของสหกรณ์ ความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการตลาด ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและระบบคมนาคม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสะท้อนเห็นถึงทิศทางการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของเวียดนามจากการเน้น “ปริมาณการผลิต” ไปสู่ “คุณภาพและความยั่งยืน” โดยการผสานเทคโนโลยี การจัดการฟาร์มสมัยใหม่ และการเชื่อมโยงตลาดเข้าอย่างเป็นระบบ การที่จังหวัดก่าเมาเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนารูปแบบการผลิตข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำไม่เพียงช่วยยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรมข้าวของประเทศ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ข้าวเวียดนามในตลาดโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนพันธกรณีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเวียดนาม และปูทางสู่การพัฒนาเกษตรกรรมสีเขียวที่ยั่งยืนในระยะยาว
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว Vietnamnews News เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569
https://vietnamnews.vn/economy/1778505/ca-mau-leads-transition-to-low-emission-rice-production.html
[1] ในตำบล Vinh Thanh คาดว่าจะมีการขยายพื้นที่การปลูกข้าวจาก 50 เป็น 100 เฮกตาร์ในช่วงปี 2569-2570