
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 นาย Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการประชุมกับคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ Hoi An หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของเวียดนาม เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดในปี 2567 รวมถึงเสนอแนะแนวทางและภารกิจสำหรับปี 2568
ในการประชุม นาย Le Van Dung ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกว๋างนาม รายงานว่า เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดในปี 2567 มีการพัฒนาเชิงบวกในหลายด้าน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมท้องถิ่น (Gross Regional Domestic Product: GRDP) มีมูลค่ารวม 129 ล้านล้านด่ง (5.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.17 เมื่อเทียบกับปี 2566 นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยจังหวัดสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 8 ล้านคน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 5.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31.3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางมาเวียดนาม
ในเดือนมกราคม 2568 สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดกว๋างนามยังคงเติบโตในหลายด้านอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 655,000 คน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 530,000 คน ทั้งนี้ จังหวัดได้ตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 10 ภายในปี 2568
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด ดังนี้
1. มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมบันเทิง
2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
3. ดำเนินโครงการจัดระเบียบหน่วยงานระดับอำเภอและตำบล ระยะปี ค.ศ. 2023-2025 ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2568 รวมถึงฝึกอบรมข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ
4. ดำเนินการตามข้อมติที่ 57-NQ/TW ลงวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2024 ของกรมการเมือง ว่าด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแห่งชาติ รวมถึงข้อมติที่ 06/QD-TTg ลงวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 2022 ของนายกรัฐมนตรี[1] เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและสร้างฐานข้อมูลของจังหวัด
5. ปฏิรูปกระบวนการบริหาร และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจในระดับท้องถิ่น
6. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมเศรษฐกิจทางทะเล ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ควบคู่กับการพัฒนาบริการโลจิสติกส์
7. กำหนดให้ภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก พร้อมส่งเสริมโครงการพัฒนาชนบทใหม่
8. พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางสังคม รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคอุตสาหกรรม 9. พัฒนาให้ท่าอากาศยาน Chu Lai เป็นท่าอากาศยานระดับ 4F[2] รวมถึงพัฒนาเขตเมืองและระบบนิเวศโดยรอบท่าอากาศยาน
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว VOV เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568
[1] พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับข้อมูลประชากร การระบุตัวตน และการพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ทางดิจิทัลแห่งชาติ ระยะปี ค.ศ. 2022 – 2025 โดยมีวิสัยทัศน์ถึงปี ค.ศ. 2030
[2] สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบิน A380 ของ บ. Airbus ได้ โดยปัจจุบันมีเพียงท่าอากาศยาน Tan Son Nhat และท่าอากาศยาน Da Nang ที่ได้มาตรฐาน 4F