
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 บริษัท Tetra Pak (สวีเดน) ได้จัดพิธีเปิดการดำเนินงานโรงงานบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อระยะที่ 2 อย่างเป็นทางการ ณ นิคมอุตสาหกรรม VSIP II-A แขวง Vinh Tan นครโฮจิมินห์ (พื้นที่จังหวัดบิ่ญเซืองเดิม) ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 97 ล้านยูโร (ประมาณ 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายกำลังการผลิตและเพิ่มสายผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
การขยายโครงการระยะที่ 2 นี้ ส่งผลให้ Tetra Pak สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่า หรือมากกว่า 30,000 ล้านกล่องต่อปี และสามารถเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ด้วยบรรจุภัณฑ์เชิงนวัตกรรมใหม่
อีก 15 รูปแบบ รองรับความต้องการของผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งในเวียดนามและตลาดสำคัญในภูมิภาค อาทิ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยบริษัทฯ เปิดเผยว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่มีศักยภาพเติบโตสูงที่สุดในโลกจากมูลค่าตลาดรวม 667 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดว่าจะขยายตัวแตะระดับ 900 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571
ภายในพิธีดังกล่าว นาย Bui Minh Thanh รองคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ แสดงความชื่นชมต่อการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในเวียดนาม โดยเฉพาะในบริบทที่เวียดนามและสวีเดนกำลังยกระดับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยโครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางของข้อมติที่ 57-NQ/TW[1] มุ่งเน้นการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านความร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ อีกทั้งยังมีส่วนสนับสนุนเชิงปฏิบัติต่อยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวชองเวียดนาม และยุทธศาสต์ในการจัดการขยะมูลฝอย และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนถึงปี 2593 ของเวียดนาม
อนึ่ง โรงงานของบริษัท Tetra Pak แห่งนี้ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562-2563 มีมูลค่าการลงทุนรวม 217 ล้านยูโร (255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่สำคัญที่สุดของบริษัทฯ ในภูมิภาค รองรับความต้องการในตลาดเวียดนามได้ถึงร้อยละ 50 อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของการผลิตอย่างยั่งยืน โดยได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียว LEED Gold version 4 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลด้านการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินงานตามมาตรฐานการผลิตระดับโลก (World Class Manufacturing: WCM) ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการควบคุมคุณภาพการผลิต เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้พลังงาน และลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด
* * * * *
ที่มา: 1. สำนักข่าว Nguoi Lao Dong เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568
2. สำนักข่าว Tuoi Tre Online เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568
https://tuoitre.vn/tphcm-co-nha-may-san-xuat-bao-bi-xanh-hien-dai-bac-nhat-20250703182110597.htm
[1] ลงวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2024 ของกรมการเมือง ว่าด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติเพื่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ปี 2569 – 2573