
เมื่อเช้าวันที่ 23 มีนาคม 2569 นาย Nguyen Hoa Binh รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เข้าร่วมการเสวนาธุรกิจเวียดนาม-สหรัฐฯ ในหัวข้อ “การดึงดูดเงินทุนและการส่งเสริมการลงทุนในศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของเวียดนาม (Vietnam International Financial Center: VIFC)” ระหว่างการเยือนนครนิวยอร์ก โดยในงานเสวนาดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามรวมถึงผู้แทนของนครโฮจิมินห์และนครดานัง ได้นำเสนอภาพรวมของศูนย์ VIFC ครอบคลุมทั้งในด้านรูปแบบการดำเนินงาน นโยบายส่งเสริมการลงทุน กรอบกฎหมาย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการพัฒนาศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก พร้อมเสนอแนวทางเชื่อมโยงศูนย์ VIFC เข้ากับระบบการเงินสากล
รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามเน้นย้ำว่า เวียดนามเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีเสถียรภาพ เป็นมิตร และมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยมีแรงงานรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi) มาเกือบ 40 ปี เวียดนามมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น โดยในปี 2568 เวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจ 5.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ[1] มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะสมเกือบ 5.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการค้ารวมราว 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศและดินแดน รวม 17 ฉบับ
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากการยกระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เมื่อปี 2566 ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของเวียดนาม[2] นอกจากนี้ การเข้ามาของบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Boeing, Apple, Intel และ NVIDIA สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาที่เวียดนามให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การเงิน พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐาน
รองนายกรัฐมนตรีฯ ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาศูนย์VIFCถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการระดมทรัพยากรทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน เวียดนามได้วางรากฐานสำคัญ ได้แก่ (1) การออกข้อมติที่ 222/2025/QH15 เพื่อกำหนดรูปแบบ “หนึ่งศูนย์ สองจุดหมายปลายทาง” ที่นครโฮจิมินห์และนครดานัง (2) การจัดตั้งกลไกด้านศาลเฉพาะทางและการระงับข้อพิพาทตามมาตรฐานสากล รวมถึงกฎระเบียบที่เปิดสำหรับการทดลองระบบ Sandbox (3)การออกกฎหมายรองรับในหลายสาขา เช่น การเงิน การธนาคาร อัตราแลกเปลี่ยน ที่ดิน สิ่งแวดล้อม การเข้าออกประเทศ และระบบอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และ (4) การกำหนดโครงสร้างองค์กรบริหารและกำกับดูแลอย่างชัดเจน
ในระยะต่อไป เวียดนามจะเร่งส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดสถาบันการเงิน กองทุน และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้าร่วมศูนย์ VIFC ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เชิญชวนภาคธุรกิจและนักลงทุนสหรัฐฯ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาศูนย์ VIFC โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสมัยใหม่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง การส่งเสริมนวัตกรรมด้านการเงินสีเขียว เทคโนโลยีการเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนให้มีความยั่งยืน โดยเวียดนามยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างสูงสุด เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จในศูนย์ VIFC โดยคาดว่าศูนย์ VIFC จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับบทบาทของเวียดนามในระบบการเงินโลก และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า การเร่งผลักดันโครงการศูนย์ VIFC อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความตั้งใจของเวียดนามในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนและความยืดหยุ่นของกรอบกฎหมาย โดยเฉพาะในด้าน sandbox การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล และการเปิดเสรีตลาดทุน นอกจากนี้ การพัฒนาบุคลากรทางการเงินระดับสูงและการเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลกจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของศูนย์ VIFC เมื่อเทียบกับศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศอื่น ๆ ในอนาคตเช่นกัน
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว VTCNews เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569
[1] อยู่ในอันดับที่ 32 ของโลก และอันดับที่ 4 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
[2] โดยมีโครงการลงทุนกว่า 1,530 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเวียดนามก็เริ่มขยายการลงทุนไปยังตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีโครงการลงทุนกว่า 271 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ