
ภายใต้มติเลขที่ 222/2025/QH15 ของสภาแห่งชาติเวียดนาม ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 นครโฮจิมินห์ได้เดินหน้าสร้างศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center: IFC) เพื่อยกระดับบทบาทของเวียดนามในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยศูนย์ฯ แห่งนี้เปิดโอกาสให้เวียดนามสามารถดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก ผ่านการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ทางการเงิน
ปัจจุบัน ศูนย์กลางทางการเงินดังกล่าวจะอนุญาตให้ซื้อขายเฉพาะโลหะ อัญมณีมีค่า และสินทรัพย์บางรายการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ขยายขอบเขตการซื้อขายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ป่าไม้ และประมง รวมถึงงานหัตถกรรม รองเท้าหนัง และสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อกระจายความหลากหลายของตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาคการส่งออกหลักของเวียดนาม ซึ่งสร้างรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
นาย Nguyen Dinh Tung รองประธานสมาคมผักและผลไม้เวียดนาม (Vinafruit) และผู้อำนวยการของบริษัท Vina T&T Group ให้ความเห็นว่า การนำผักและผลไม้เข้าสู่ระบบซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ เนื่องจากเวียดนามมีมูลค่าการส่งออกผักและผลไม้สูงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในระดับสองหลัก หากสามารถนำสินค้ากลุ่มนี้เข้าสู่ระบบการเงินได้ จะสร้างจุดเด่นให้กับศูนย์กลางทางการเงินของเวียดนามในฐานะตลาดที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจการเกษตร
นอกจากนี้ นาง Le Hang รองเลขาธิการสมาคมอาหารทะเลเวียดนาม (VASEP) ระบุว่า การนำสินค้าอาหารทะเลเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เป็นไปได้ เนื่องจากเวียดนามครองส่วนแบ่งการส่งออกอาหารทะเลในตลาดโลกถึงร้อยละ 7-8 มีสินค้าหลากหลาย เช่น กุ้ง ปลาสวาย ปลาทูน่า และปลาหมึกยักษ์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการยังเผชิญข้อท้าทายสำคัญ ได้แก่ (1) การขาดมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มกุ้ง (2) การขาดระบบข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับราคาตลาดและปริมาณสินค้าคงคลัง (3) โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็น และระบบควบคุมคุณภาพ ยังไม่เพียงพอ และ (4) กฎหมายรองรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Contracts) ยังไม่สมบูรณ์
ในการนี้ สมาคมVASEP จึงเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนการซื้อขายให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงกำหนดกรอบกฎหมาย ระบบข้อมูลด้านราคาและสินค้าคงคลัง พร้อมส่งเสริมการลงทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าว โดยอาจเริ่มจากการนำร่องผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาสวาย ปลาทูน่า กาแฟ และพริกไทย พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเป็นรายแรก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน หากดำเนินการอย่างเหมาะสม การเปิดตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ระดับโลกในการผสมผสานระหว่าง “สินค้าโภคภัณฑ์” กับ “เครื่องมือทางการเงิน”
* * * * *
ที่มา: สำนักข่าว VOV เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568