
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 โดยฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวสามารถนำมาผลิตปุ๋ยหมัก ทำอาหารสัตว์ และเพาะเห็ด ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก ส่งผลให้ฟางมีราคาสูงขึ้นและมีพ่อค้ามารอรับซื้อทันที โดยฟาง 1 กอง มีน้ำหนัก 20-25 กิโลกรัม สนนราคากองละประมาณ 30,000 ด่ง (ประมาณ 43 บาท) เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 7,000-9,000 ด่ง (ประมาณ 9-10 บาท) ทำให้เกษตรกรมีรายรับจากการขายฟางข้าวช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาเฉลี่ยย รายละ 700,000-900,000 ด่ง (ประมาณ 900-1,200 บาท) ต่อ 1 เฮกตาร์ เช่น เกษตรกรรายหนึ่งจากจังหวัดด่งท้าป มีรายได้จากการขายฟางข้าวจากการทำนาสองรอบประมาณ 30 ล้านด่ง (ประมาณ 41,600 บาท) จากพื้นที่นา จำนวน 3 เฮกตาร์ ทำให้ไม่ต้องเผากองฟางที่นาข้าวและไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
อนึ่ง ในช่วงปี 2562-2563 ฟางข้าวเป็นที่ต้องการสูงสำหรับการเพาะเห็ดและเห็ดฟางซึ่งสามารถนำไปประกอบอาหารได้ในหลายเมนู จึงทำให้มีผู้ประกอบการเช่าและนำเครื่องจักรมาอัดฟางของเกษตรกร ซึ่งสามารถอัดฟางได้ 120 – 150 กองต่อ 1 เฮกตาร์ และ 500 – 600 กองต่อวัน โดยเกษตรกรรายหนึ่งในนครเกิ่นเทอกล่าวว่าตนมีรายได้จากการเพาะเห็ดฟางขายเฉลี่ย 30-40 ล้านด่ง (ประมาณ 41,600-54,400 บาท) ต่อการเพาะเห็ดในพื้นที่ 1,000 ตารางเมตรต่อการปลูกหนึ่งรอบซึ่งใช้ระยะเวลาหนึ่งเดือน โดยพ่อค้าจะรับซื้อเห็ดกิโลกรัมละ 45,000-50,000 ด่ง (ประมาณ 60-63 บาท) ทำให้บางพื้นที่ต้องรับซื้อฟางจากจังหวัดใกล้เคียง และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรจะจำหน่ายกองฟางที่เหลือจากการเพาะเห็ดให้เกษตรรายใหม่เพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์สำหรับการเพาะปลูกดอกไม้ พืชผัก และผลไม้ต่อไป
ที่มา: Vietnamnet วันที่ 29 มีนาคม 2563