
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 บริษัท Binh Son Refining and Petrochemical Joint Stock (รหัสหลักทรัพย์: BSR) ผู้ดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมัน Dung Quat ในจังหวัดกว๋างหงาย เปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์เวียดนาม และตลาดหลักทรัพย์นครโฮจิมินห์ โดยระบุว่า บริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็นบริษัทมหาชนตามกฎหมายได้อีกต่อไป โดยสาเหตุหลักเกิดจากสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ลงทุนทั่วไป (free float) ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าข้อกำหนด แม้ว่าบริษัทจะมีผู้ถือหุ้นรวมกว่า 56,356 รายก็ตาม ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569 ระบุว่า หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงซึ่งถือโดยผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีเพียงร้อยละ 7.87 ต่ำกว่าขั้นต่ำร้อยละ 10 ตามกฎหมาย[1]
การไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้บริษัท BSR เผชิญความเสี่ยงที่จะถูกเพิกถอนสถานะบริษัทมหาชน ซึ่งอาจนำไปสู่การออกจากตลาดหลักทรัพย์ หากไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้เป็นไปตามเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยบริษัทมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีในการดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ BSR ได้ระบุว่าจะประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง และจัดทำแผนปรับโครงสร้างทุนเพื่อเพิ่มสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดให้เป็นไปตามข้อกำหนด
ข้อมูลจากบริษัท Vietcombank Securities (VCBS) ระบุว่า บริษัท BSR กำลังมองหานักลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรจากตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะสามารถสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและแหล่งจัดหาน้ำมันดิบในระยะยาว ขณะที่ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ราคาหุ้นของ BSR ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.4 ปิดที่ระดับ 29,300 ด่ง (ประมาณ 1.11 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 146 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 5.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะการจดทะเบียนของบริษัท
BSR ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 นับเป็นหนึ่งในบริษัทด้านการกลั่นและปิโตรเคมีรายสำคัญของเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีภารกิจหลักในการบริหารและดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมัน Dung Quat ในจังหวัดกว๋างหงาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการพลังงานสำคัญของเวียดนาม ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายและการจดทะเบียนของบริษัทจึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดทุนมีความผันผวน ในปี 2568 BSR มีรายได้สุทธิมากกว่า 141.5 ล้านล้านด่ง (5.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยลูกค้ารายใหญ่ที่สุดคือ บริษัท Petrolimex และบริษัท PVOil ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 5.19 ล้านล้านด่ง (197.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 778 อย่างไรก็ดีสำหรับปี 2569 บริษัท BSR ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 154.14 ล้านล้านด่ง (5.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และกำไรสุทธิที่ประมาณ 2.162 ล้านล้านด่ง (82.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่อาจเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากการเติบโตในระดับสูงในปีก่อน
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า กรณีของบริษัท BSR บทเรียนที่สะท้อนถึงข้อจำกัดของรัฐวิสาหกิจเวียดนามที่แม้จะผ่านการปรับเปลี่ยนสถานะแล้ว แต่ยังมีผู้ถือหุ้นจากภาครัฐในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำและเสี่ยงต่อการไม่ผ่านเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ โดยในระยะสั้น การคงสถานะการจดทะเบียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและดึงดูดนักลงทุนใหม่ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติรวมถึงไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มการหาพันธมิตรจากตะวันออกกลางสะท้อนการมุ่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภูมิภาคในระยะยาว
* * * * *
ที่มา: 1. สำนักข่าว CafeF เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569
2. สำนักข่าว VnExpress เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569
https://vnexpress.net/mot-cong-ty-so-huu-hon-56-000-co-dong-co-nguy-co-roi-san-5052803.html
[1] ขณะที่บริษัท Vietnam Oil and Gas Group (Petrovietnam) ถือหุ้นในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 92.13 โดยภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของเวียดนาม บริษัทที่จะคงสถานะเป็นบริษัทมหาชนได้ต้องมีนักลงทุนไม่น้อยกว่า 100 รายที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 10 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง