
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน กำลังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งทางทะเลระหว่างสองภูมิภาค สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งต้องระงับการรับจองตู้คอนเทนเนอร์ชั่วคราว หรือปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้นและต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจนำเข้าและส่งออกของนครโฮจิมินห์
ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ของนครฯ ระบุว่า ค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมความเสี่ยงมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดยบางสายการเดินเรือได้ยุติการใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซ และเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในทวีปแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 วัน ขณะเดียวกัน ค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นราว 2,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และในบางเส้นทางอาจเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า นอกจากนี้ การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือยังทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพื้นที่บนเรือ ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถจองพื้นที่ขนส่งได้ทันตามกำหนด
สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกหลายอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเลไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา อาทิ อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมรองเท้า รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารทะเล นอกจากนี้ สินค้าบางประเภทที่ต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงยังต้องเผชิญกับค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลและค่าธรรมเนียมด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็มีแนวโน้มว่าปริมาณการเดินเรือจะลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าประกันภัยของการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หน่วยงานภาครัฐของนครโฮจิมินห์กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของนครฯ โดยคิดเป็นร้อยละ 23.43 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด โดยสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครฯ ระบุว่า นครฯ ได้รับผลกระทบในเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลไปยังทวีปยุโรปซึ่งอาจมีระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7-10 วัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับต้นทุนการดำเนินงานและเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ภาครัฐได้เริ่มหารือกับสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ และภาคธุรกิจเพื่อประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกิจกรรมทางการค้าในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและนิคมอุตสาหกรรมนครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Export Processing and Industrial Zones Authority: HEPZA) ระบุว่า ปัจจุบันนครโฮจิมินห์มีเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและนิคมอุตสาหกรรมรวม 66 แห่ง ที่ได้รับการอนุมัติจัดตั้ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,000 เฮกตาร์ โดยมี 58 แห่ง ที่เปิดดำเนินการอยู่ และมีโครงการลงทุนเกือบ 4,700 โครงการ ในปี 2568 ธุรกิจในเขตเหล่านี้มีรายได้รวมประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออก 4.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้า 3.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ แม้ว่ามูลค่าการค้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 3-5 ของมูลค่าการค้ารวม แต่เนื่องจากธุรกิจในเขตอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับตลาดโลกในระดับสูง จึงยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบางสาขาเริ่มเผชิญความเสี่ยงเฉพาะด้าน ได้แก่
1.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อาจประสบปัญหาในการจัดหาชิ้นส่วนและเซมิคอนดักเตอร์จากทวีปยุโรป เนื่องจากความล่าช้าในการขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น
2. อุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้า มีความเสี่ยงต่อความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้าต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อกำหนดการผลิตและการส่งออก
3. อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามการปรับตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก
4. อุตสาหกรรมอาหารทะเลและอาหารแช่แข็ง ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5. ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตร ไปยังตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ยังเผชิญกับความยากลำบากในการชำระเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากระบบธนาคารในบางประเทศของภูมิภาคดังกล่าวเกิดการหยุดชะงัก ส่งผลให้กระบวนการชำระเงินล่าช้าและมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
เพื่อลดผลกระทบในระยะต่อไป หน่วยงานภาครัฐของนครโฮจิมินห์ได้เสนอให้ภาคธุรกิจพิจารณาปรับโครงสร้างตลาดส่งออก โดยเพิ่มสัดส่วนการค้าไปยังภูมิภาคใกล้เคียง เช่น เอเชียตะวันออกและอาเซียน เพื่อลดความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งระยะไกล รวมทั้งวางแผนสำรองด้านวัตถุดิบและการจัดเก็บสินค้า อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐกำลังพิจารณามาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยเงินกู้ และการขยายกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งออกท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
BIC นครโฮจิมินห์ เห็นว่า ผลกระทบต่าง ๆ ข้างต้นสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกอย่างเวียดนาม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนครโฮจิมินห์ ทั้งนี้ ในระยะสั้น ภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ความล่าช้าในการขนส่ง และความไม่แน่นอนของตลาดต่างประเทศ ผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนและดำเนินธุรกิจในนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีบางส่วนมีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปและตะวันออกกลางผ่านเส้นทางดังกล่าว ควรติดตามสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์และต้นทุนการขนส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพิจารณาปรับแผนการจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสถานการณ์ที่มีสินค้าคงคลัง และการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใกล้เคียงอื่น ๆ เช่น อาเซียนและเอเชียตะวันออก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในระยะต่อไป
* * * * *
ที่มา: 1. สำนักข่าว VOV เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569
2. สำนักข่าว VTC News เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569
https://vtcnews.vn/tp-hcm-len-ke-hoach-ung-pho-tac-dong-tu-xung-dot-trung-dong-ar1006086.html
สำนักข่าว Sai Gon Giai Phong เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569