“แผนพัฒนาไฟฟ้าเวียดนามจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังนายกฯ เวียดนามให้ความเห็น”

POST ON 29 มิถุนายน 2022

“แผนพัฒนาไฟฟ้าเวียดนามจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังนายกฯ เวียดนามให้ความเห็น”

“รู้กฎ” กับศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเวียดนาม
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย

“แผนพัฒนาไฟฟ้าเวียดนามจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังนายกฯ เวียดนามให้ความเห็น”

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (MOIT) ได้นำร่างแผนพัฒนาไฟฟ้าแห่งชาติ  ฉบับที่ ๘ (PDP8) เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเวียดนามเพื่อพิจารณา ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้นำสาระของร่างแผน PDP8 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในโอกาสแรก และได้สั่งการให้ MOIT รวบรวมความเห็นจัดทำแผน PDP8 ให้แล้วเสร็จและบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเวียดนามมีข้อสั่งการให้ MOIT ทบทวนแนวทางการพัฒนาในบางสาขาก่อนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องอดทนรอความชัดเจนของ PDP8 กันต่อไปอีกระยะหนึ่ง

แหล่งที่มาของไฟฟ้าจะมีทิศทางอย่างไร?

MOIT ได้เลือกแนวทางการพัฒนาไฟฟ้าตามสถานการณ์ระดับสูง โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด ๑๔๕,๙๓๐ เมกะวัตต์ (ไม่รวมแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งบนหลังคาและระบบเครื่องยนต์ปั่นไฟแบบ combined heat and power (CHP)) จากตัวเลขข้างต้น มีแหล่งที่มาของไฟฟ้า ดังนี้

          – ไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหิน ๓๗,๔๖๗ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๒๕.๗

          – ไฟฟ้าพลังน้ำ ๒๘,๙๔๖ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๘

          – ไฟฟ้าจากก๊าซ LNG นำเข้า ๒๓,๙๐๐ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๔

          – ไฟฟ้าจากกังหันใช้ก๊าซที่ผลิตในประเทศ ๑๔,๙๓๐ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๒

          – ไฟฟ้าพลังงานลมบนชายฝั่ง ๑๖,๑๒๑ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๑๑

          – ไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๔.๘

          – ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิตขนาดใหญ่ ๘,๗๓๖ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๖

          – ไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ๆ (ชีวมวล พลังน้ำแบบเก็บสะสม แบตเตอรี่สำรองไฟฟ้า ไฮโดรเจน) ๓,๘๓๐ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๒.๘

          – การนำเข้าไฟฟ้า ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ ๓.๔

          แผนข้างต้นมุ่งสู่การลดไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหิน เพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานลมทั้งบนชายฝั่งและนอกชายฝั่ง ไม่พัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพัฒนาก๊าซ LNG เพื่อแทนที่การใช้ถ่านหิน ซึ่งการพัฒนาตามแผนข้างต้นคาดว่า จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ๒๕๐ ล้านตันในปี ค.ศ. ๒๐๓๕ ลดลงเหลือ ๑๗๕ ล้านตันในปี ค.ศ. ๒๐๔๕ และลดลงเหลือ ๔๒ ล้านตันในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามเน้นย้ำว่า แผน PDP8 ต้องสามารถรับประกันได้ว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เวียดนามจะต้องมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการ

ผู้ลงทุนโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีหวัง

นายกรัฐมนตรีเวียดนามสั่งการให้ MOIT ทบทวนการพัฒนาโครงการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกครั้ง ตามข้อมติกรมการเมืองเวียดนามที่ 55/NQ-TW ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานของเวียดนาม ระบุว่า “ให้มีการจัดทำกลไกกระตุ้นและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อนำมาใช้แทนการใช้ฟอสซิลให้ได้มากที่สุด” ดังนั้น การที่ MOIT เสนอไม่ให้พัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จนถึงปี ค.ศ. ๒๐๓๐ ถือว่าขัดต่อยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยกรมการเมืองหรือไม่ 

นอกจากนี้ MOIT เสนอให้ระงับการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชั่วคราว โดยให้คงกำลังการผลิตไว้ตามเดิมที่ ๘,๗๓๖ เมกะวัตต์จนถึงปี ค.ศ. ๒๐๓๐ ขณะที่โครงการที่ได้รับการบรรจุอยู่ในแผนระยะปี ค.ศ. ๒๐๒๑ – ๒๐๓๐ กำลังการผลิตรวม ๖,๒๐๐ เมกะวัตต์ ให้เลื่อนการพัฒนาไปเป็นช่วงหลังปี ค.ศ. ๒๐๓๐ อย่างไรก็ตาม มีโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการบรรจุอยู่ในแผนระยะปี ค.ศ. ๒๐๒๑ – ๒๐๓๐ กำลังการผลิตรวม ๖,๒๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ (๑) กลุ่มที่ได้รับอนุมัติผู้ลงทุนแล้ว กำลังการผลิตรวม ๑,๙๒๕.๘ เมกะวัตต์ และ (๒) กลุ่มที่ยังไม่ได้รับอนุมัติผู้ลงทุน กำลังการผลิตรวม ๔,๑๒๐.๒๕ เมกะวัตต์ ต่อกรณีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เห็นว่า MOIT ควรมีจุดยืนในการจัดการกับโครงการข้างต้นที่ชัดเจนก่อนเสนอขอรับความคิดเห็นจากนายกรัฐมนตรีเวียดนาม

ก๊าซ LNG เป็น “ทางเลือก” แต่อาจไม่ใช่พระเอกที่จะมาแทนที่ถ่านหิน

นายกรัฐมนตรีเวียดนามขอให้ MOIT พิจารณาความเป็นไปได้ของการนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้ารวม ๒๓,๙๐๐ เมกะวัตต์ จนถึงปี ค.ศ. ๒๐๓๐ คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๔ เนื่องจาก MOIT ประเมินว่า ในแผน PDP8 เวียดนามจะต้องนำเข้าก๊าซ LNG ประมาณ ๑๔,๐๐๐ – ๑๘,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ และประมาณ ๑๓,๐๐๐ – ๑๖,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี ค.ศ. ๒๐๔๕ สูงกว่าเป้าหมายในข้อมติกรมการเมืองเวียดนามที่ 55/NQ-TW ซึ่งกำหนดให้นำเข้าก๊าซ LNG ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ และประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี ค.ศ. ๒๐๔๕

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลให้ราคาก๊าซ LNG นำเข้าสูงถึง ๑๕ – ๒๐ เซนต์ต่อกิโลวัตต์ ขณะที่ราคาไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ในเวียดนามอยู่ที่ ๖ – ๗ เซนต์ต่อกิโลวัตต์ ดังนั้น จะส่งผลต่อการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ซึ่งต้องซื้อแพงแต่ขายถูก

กลไกคำนวณราคาไฟฟ้ายังรอสรุปความเห็น

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ MOIT มีหนังสือที่ 3299/BCT-DTDL ขอรับความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกำหนดวิธีการจัดทำโครงสร้างราคาไฟฟ้าสำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโครงการไฟฟ้าพลังงานลมในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ส่งถึงหน่วยงานด้านพลังงานและผู้ลงทุนโครงการพลังงานทดแทนเวียดนามจำนวน ๒๕ ราย โดยเปิดรับความคิดเห็นถึงก่อนวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ หลังจากได้รับความเห็นแล้ว MOIT จะสรุปรวบรวม และแก้ไขให้สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ได้รับตามความเหมาะสม เพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

องค์การระหว่างประเทศมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้?

นาง Caitlin Wiesen ผู้แทน UNDP ประจำเวียดนามเห็นว่า ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา เวียดนามพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิตรวมสูงถึง ๑๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก ขณะเดียวกัน เวียดนามมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานลมสูง โดยเฉพาะพลังงานลมนอกชายฝั่งซึ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายฝั่งของประเทศซึ่งมีความยาวกว่า ๓,๒๐๐ กิโลเมตร ทั้งนี้ ในช่วงปี ๒๕๖๕ – ๒๕๖๖ เฉพาะจังหวัดซอกจัง (ภาคใต้) เพียงแห่งเดียว จะมีการติดตั้งโครงการไฟฟ้าพลังงานลม ๒๐ แห่ง

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของการพัฒนาสาขาพลังงานทดแทนในเวียดนาม คือ ระบบสายส่งไฟฟ้าจากโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้ามีความจุไม่เพียงพอต่อปริมาณไฟฟ้าที่ส่งถ่ายเข้าสู่ระบบ ยังไม่มีการกำหนดกลไกราคาที่จะนำมาใช้แทนราคา Feed in Tariff (FiT) การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ปัจจุบัน เวียดนามอยู่ระหว่างการนำร่องการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA) ซึ่งหาก DPPA ที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนได้รับการขยายระดับให้กว้างขึ้นจะช่วยส่งเสริมสาขาพลังงานทดแทนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เวียดนามควรมีแนวทางการลดการพึ่งพาถ่านหินในแผน PDP8 อีกด้วย

ผู้ลงทุนไทยควรทำอย่างไรต่อ?

แม้ว่าร่างแผน PDP8 ยังไม่แล้วเสร็จดี อันส่งผลต่อความชัดเจนเชิงนโยบาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการที่จะมาลงทุนในด้านพลังงานทดแทนเนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยและอุปสงค์ต่อพลังงานที่สูง รวมทั้งคำมั่นของรัฐบาลเวียดนามในการบรรลุเป้าหมาย net zero ภายในปี ค.ศ. ๒๐๕๐

ในขณะที่ยังต้องรอความชัดเจนทางนโยบาย ผู้ลงทุนโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อาจต้องเริ่มศึกษาโอกาสทางการลงทุนในเวียดนาม โดยเฉพาะในพื้นที่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีการกระจุกตัวของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะจากความเห็นของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นไปได้ว่า MOIT อาจจะต้องฟื้นการบรรจุโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เข้าในแผนจนถึงปี ค.ศ. ๒๐๓๐ เพิ่มเติม แต่ระดับกำลังการผลิตอาจขึ้นอยู่กับความสามารถและความรวดเร็วในการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าของเวียดนามในระยะดังกล่าวด้วย

สำหรับผู้ลงทุนด้านก๊าซ LNG นอกจากจะต้องติดตามนโยบายของเวียดนามแล้ว ยังต้องประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ส่งผลต่อราคาก๊าซในตลาดโลกด้วย เพราะราคาก๊าซนำเข้าถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เวียดนามจะใช้พิจารณากำหนดแนวทางการส่งเสริมการนำก๊าซมาใช้ทดแทนถ่านหิน

ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนพลังงานสะอาดอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว แอมโมเนีย ชีวมวล ระบบเก็บสำรองไฟฟ้าผ่านแบตเตอรี่ ต้องรีบศึกษาตลาดในเวียดนาม เพราะปัจจุบัน แหล่งพลังงานเหล่านี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เวียดนามยังมีประสบการณ์ไม่มาก แต่มีการพูดถึงในการประชุมด้านพลังงานหลายครั้ง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่จะมาบุกเบิกตลาดได้ในอนาคต

*   *   *   *   *

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเวียดนาม
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย
มิถุนายน ๒๕๖๕

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง



ดูบทความทั้งหมด

THAIBIZ VIETNAM

THAILAND BUSINESS INFORMATION CENTER

ยอดผู้เข้าชม

0

กำลังเข้าชมขณะนี้

70119

เข้าชมทั้งหมด